กฏบัตรคณะกรรมการ
กฎบัตรคณะกรรมการบริหาร
การดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้เป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรและประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร โดยกำหนดให้คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่พิจารณา กลั่นกรอง ติดตามการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ พร้อมให้ข้อเสนอแนะกับผู้บริหารของบริษัทฯ
1. องค์ประกอบและการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร
คณะกรรมการบริษัท เป็นผู้แต่งตั้งกรรมการบริหาร โดยเลือกจากกรรมการและผู้บริหารจำนวนหนึ่งของบริษัทฯ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน โดยกรรมการผู้จัดการเป็นหนึ่งในกรรมการบริหาร ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทจะเลือกกรรมการบริหารคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการบริหาร ซึ่งประธานกรรมการบริหารต้องไม่เป็นบุคคลคนเดียวกันกับกรรมการผู้จัดการ
2. คุณสมบัติของคณะกรรมการบริหาร
-
2.1
บรรลุนิติภาวะ
-
2.2
ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
-
2.3
ไม่เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ได้กระทำโดยทุจริต
-
2.4
ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ หรือองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่
3. ขอบเขตและอำนาจหน้าที่
-
3.1
กำกับดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการผู้จัดการให้เป็นไปตามมติ นโยบาย (Policies) และ กลยุทธ์ (Strategies) ที่กำหนดโดยคณะกรรมการบริษัทตลอดจนให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่อกรรมการผู้จัดการ
-
3.2
กำกับดูแลศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโครงการใหม่ รวมทั้งพิจารณาอนุมัติดำเนินโครงการต่างๆ ตามที่เห็นสมควรในวงเงินตามข้อ 3.3
-
3.3
มีอำนาจอนุมัติการเข้าทำนิติกรรมใดๆ ที่มีผลผูกพันต่อบริษัทฯ ในวงเงินไม่เกิน 50 (ห้าสิบ) ล้านบาท ทั้งนี้การอนุมัติดังกล่าวต้องไม่เป็นรายการที่มีความขัดแย้งหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทฯ หรือบริษัทย่อยของบริษัทฯ ตามประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งรายการที่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นตามข้อกำหนดของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
-
3.4
มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ และ/หรือกำหนดนโยบายการบริหารงาน การดำเนินธุรกิจของ บริษัทฯ หรือการดำเนินการใดๆ อันมีผลผูกพันต่อบริษัทฯ ภายใต้กรอบนโยบาย (Policies) และกลยุทธ์ (Strategies) ที่กำหนดโดยคณะกรรมการบริษัท
-
3.5
มีอำนาจว่าจ้าง แต่งตั้ง ลงโทษทางวินัย เลิกจ้าง ให้ออก ปลด กำหนดเงินเดือน โบนัส สวัสดิการ และผลตอบแทนอื่นๆ รวมทั้งค่าใช้จ่ายและสิ่งอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของบริษัทฯ ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หรือเทียบเท่าขึ้นไป แต่ไม่รวมถึงกรรมการผู้จัดการ
-
3.6
มีอำนาจแต่งตั้ง กำหนดอำนาจหน้าที่ มอบหมายแนวนโยบาย กำกับดูแล กำหนดผลตอบแทน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่าย และสิ่งอำนวยความสะดวกของคณะทำงานพิเศษ เพื่อดำเนินงานเฉพาะเรื่อง รวมถึงอนุมัติข้อเสนอของคณะทำงานพิเศษภายในวงเงินตามข้อ 3.3
-
3.7
มีอำนาจแต่งตั้งประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษา และ/หรือคณะที่ปรึกษาของคณะกรรมการบริหารได้ตามความเหมาะสม โดยการกำหนดผลตอบแทน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่ายและสิ่งอำนวยความสะดวกของประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษา และ/หรือคณะที่ปรึกษาดังกล่าวให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
-
3.8
ดำเนินการอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทเป็นครั้งคราว
4. วาระการดำรงตำแหน่ง
-
4.1
กรรมการบริหารมีวาระอยู่ในตำแหน่งตามที่คณะกรรมการกำหนด
-
4.2
กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
-
4.2.1
คณะกรรมการบริษัทมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
-
4.2.2
พ้นสภาพการเป็นกรรมการบริษัท
-
4.2.3
พ้นสภาพการเป็นผู้บริหารของบริษัท
-
4.2.4
ลาออก
-
4.2.5
ตาย
-
-
4.3
การลาออกของกรรมการบริหารต้องแจ้งต่อบริษัทฯ ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันพร้อมเหตุผล
5. การประชุม
-
5.1
คณะกรรมการบริหารจะต้องจัดให้มีการประชุมตามความจำเป็นและเหมาะสม
-
5.2
วาระการประชุม และเอกสารการประชุมจะต้องจัดส่งให้แก่คณะกรรมการบริหารล่วงหน้าก่อนการประชุม
-
5.3
ในการประชุมคณะกรรมการบริหารจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะครบเป็นองค์ประชุม
-
5.4
มติที่ประชุมของคณะกรรมการบริหารจะถือตามเสียงข้างมากของกรรมการที่เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ กรรมการที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องใดจะต้องไม่ร่วมพิจารณาหรือลงมติ
6. การรายงาน
คณะกรรมการบริหารจะต้องรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อคณะกรรมการบริษัท และรายงานการทำหน้าที่ในรอบปีที่ผ่านมาต่อผู้ถือหุ้นในรายงานประจำปี โดยเปิดเผยรายละเอียดดังนี้
-
6.1
จำนวนครั้งในการประชุม
-
6.2
จำนวนครั้งที่กรรมการบริหารแต่ละคนเข้าร่วมประชุม
-
6.3
ผลการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎบัตรที่กำหนดไว้
กฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ
คณะกรรมการบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) จึงมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2549 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 ให้เป็นคณะกรรมการที่มีอิสระในการสนับสนุนการปฏิบัติงาน แบ่งเบาภาระหน้าที่ต่างๆ ของคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทให้มีประสิทธิผล สอบทานความถูกต้องและน่าเชื่อถือได้ของรายงานทางการเงิน ระบบการควบคุมภายใน การตรวจสอบภายในและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อกำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2015 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 ได้มีการมอบหมายอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มจากเดิม
1. องค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจสอบ
-
1.1
คณะกรรมการบริษัท เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งประธานและกรรมการตรวจสอบ
-
1.2
คณะกรรมการตรวจสอบประกอบด้วยกรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน โดยมีกรรมการตรวจสอบอย่างน้อย 1 คนต้องเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ หรือมีประสบการณ์ด้านการบัญชีหรือการเงิน และมีความรู้ต่อเนื่องเกี่ยวกับเหตุที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของรายงานทางการเงิน ซึ่งจะมีผลให้การดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
-
1.3
คณะกรรมการตรวจสอบต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคุณสมบัติกรรมการอิสระตามที่บริษัทฯ กำหนดในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ
-
1.4
ผู้ควบคุมงานสูงสุดในการตรวจสอบภายใน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ
2. คุณสมบัติของคณะกรรมการตรวจสอบ
-
2.1
ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
-
2.2
เป็นกรรมการที่ไม่เป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษาที่ได้รับเงินเดือนประจำ หรือมีอำนาจควบคุมบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
-
2.3
เป็นกรรมการที่ไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในด้านการเงินและการบริหารงานบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทร่วม นิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งหรือผู้ถือหุ้น รายใหญ่ของบริษัทฯ
-
2.4
เป็นกรรมการที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นตัวแทนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท
-
2.5
สามารถปฏิบัติหน้าที่ แสดงความเห็น หรือรายงานผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องหรือญาติสนิทของบุคคลดังกล่าว
3. ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ
เพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและอิสระต่อการแสดง ความคิดเห็น คณะกรรมการบริษัทจึงกำหนดขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบดังนี้
-
3.1
สอบทานให้บริษัทฯ มีรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและเปิดเผยอย่างเพียงพอ
-
3.2
พิจารณาอนุมัติงบสอบทานรายไตรมาสของบริษัทฯ
-
3.3
พิจารณาสอบทานงบการเงินประจำปีของบริษัทฯ
-
3.4
สอบทานระบบการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในของบริษัทฯ ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ พิจารณาความเป็นอิสระของหน่วยงานตรวจสอบภายในและให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลิกจ้าง หัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบภายใน
-
3.5
สอบทานการปฏิบัติงานของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ
-
3.6
พิจารณาอนุมัติแผนการตรวจสอบภายในประจำปี และบุคลากรของแผนกตรวจสอบภายใน
-
3.7
พิจารณาสอบทานและเปิดเผยรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้ง ทางผลประโยชน์ให้เป็นไปตามกฏระเบียบที่เกี่ยวข้อง
-
3.8
พิจารณาคัดเลือก เสนอแต่งตั้ง และเสนอค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ ต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อเสนอขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้น โดยพิจารณาความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี และให้มีการประชุมร่วมกับผู้สอบบัญชีโดยไม่มีฝ่ายจัดการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
-
3.9
จัดทำรายงานการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยเปิดเผยไว้ในรายงานการประจำปีของบริษัทฯ ซึ่งรายงานดังกล่าวต้องลงนามโดยประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
-
3.10
ทบทวนกฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ และกฎบัตรส่วนตรวจสอบภายใน ตามความจำเป็นและเหมาะสม
-
3.11
ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมายและด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบ
4. วาระการดำรงตำแหน่ง
-
4.1
คณะกรรมการตรวจสอบมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี โดย 1 ปี ในที่นี้หมายถึง ช่วงเวลาระหว่างการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของปีที่ได้รับการแต่งตั้ง และการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในปีถัดไป กรรมการตรวจสอบซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้ แต่ไม่ใช่การต่อวาระโดยอัตโนมัติ
-
4.2
กรรมการตรวจสอบพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
-
4.2.1
ครบกำหนดตามวาระ
-
4.2.2
พ้นสภาพการเป็นกรรมการบริษัท
-
4.2.3
ขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนด กลต.และตลท.
-
4.2.4
คณะกรรมการบริษัทมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
-
4.2.5
ลาออก
-
4.2.6
ตาย
-
-
4.3
การลาออกของกรรมการตรวจสอบต้องแจ้งต่อบริษัทล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน พร้อมเหตุผล เพื่อคณะกรรมการบริษัทหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการอื่นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทดแทนกรรมการที่ลาออก
5. การประชุม
-
5.1
คณะกรรมการตรวจสอบต้องจัดให้มีหรือเรียกประชุมตามที่เห็นสมควรอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง
-
5.2
ในการประชุมจะต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะครบองค์ประชุม
-
5.3
ในกรณีที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้ ให้กรรมการที่มาร่วมประชุมเลือกกรรมการตรวจสอบหนึ่งคนเป็นประธานในที่ประชุม
-
5.4
การวินิจฉัยชี้ขาดในที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
-
5.5
กรรมการตรวจสอบผู้ใดมีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใด หรือมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา ห้ามมิให้แสดงความเห็นและออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น ๆ
-
5.6
คณะกรรมการตรวจสอบสามารถเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องได้
6. การรายงาน
-
6.1
คณะกรรมการตรวจสอบต้องรายงานผลการประชุม หรือรายงานอื่นใดที่เห็นว่าคณะกรรมการบริษัทควรทราบเป็นประจำ
-
6.2
รายงานต่อคณะกรรมการบริษัทภายในเวลาที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ในกรณีที่มีรายการหรือการกระทำที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท รวมทั้งรายการที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การทุจริตหรือมีสิ่งผิดปกติหรือมีความบกพร่องที่สำคัญในระบบการควบคุมภายใน และการฝ่าฝืนกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ
-
6.3
ในกรณีที่คณะกรรมการบริษัทหรือผู้บริหารไม่ดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาอันควร กรรมการตรวจสอบรายใดรายหนึ่งอาจรายงานว่ามีรายการหรือการกระทำตามวรรคหนึ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
กฎบัตรคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
1. วัตถุประสงค์
เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนทำหน้าที่แทนกรรมการบริษัทในด้านการ สรรหาคณะกรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการ พร้อมทั้งกำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสม เพียงพอที่จะจูงใจ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล และเติบโตได้แบบยั่งยืน
2. องค์ประกอบ คุณสมบัติ และการแต่งตั้ง
คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้แต่งตั้ง และถอดถอนคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด และไม่เป็นผู้บริหารของบริษัทฯ โดยประธานคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนต้องเป็นกรรมการอิสระ
3. วาระการดำรงตำแหน่ง
กรรมการมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี
4. หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
-
4.1
สรรหาคณะกรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการ
-
4.2
กำหนดค่าตอบแทนของคณะกรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการ
-
4.3
จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการ
-
4.4
จัดให้มีแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Plan) สำหรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจบริษัทฯ โดยมีหลักเกณฑ์ คือ
-
4.4.1
กำหนดวิธีการวางแผนสืบทอดตำแหน่งในองค์กร
-
4.4.2
กำหนดตำแหน่งหลักที่ต้องการผู้สืบทอด
-
4.4.3
กำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งหลัก
-
4.4.4
ประเมินและคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถและศักยภาพสูง หรือผู้สั่งสมประสบการณ์เพื่อพัฒนาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง
-
4.4.5
สร้างแผนพัฒนาความเป็นผู้นำสำหรับบุคคลที่ได้รับคาดหมายว่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง
-
5. หลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหากรรมการ และกรรมการผู้จัดการ
สรรหากรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ภาวะผู้นำ และวิสัยทัศน์อันเป็นประโยชน์ต่อบริษัทฯ ด้วยความโปร่งใส เสนอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้น โดยยึดหลักเกณฑ์
-
5.1
จากรายชื่อที่ผู้ถือหุ้นเสนอ ตามที่บริษัทฯ ให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อกรรมการ
-
5.2
ความหลากหลายทางเพศ อายุ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่จำเป็นโดยใช้ Director Qualifications and Skills Matrix ประกอบการพิจารณา คุณสมบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ประกาศของ ตลท. และ ก.ล.ต. และข้อบังคับบริษัท ซึ่งคุณสมบัติของกรรมการจะต้องสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ และเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจของบริษัทฯ
-
5.3
ประวัติการทำงานที่โปร่งใสไม่ด่างพร้อย มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ มีวุฒิภาวะและความเป็นมืออาชีพ
6. หลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณาค่าตอบแทน
-
6.1
หลักเกณฑ์การพิจารณาค่าตอบแทน นโยบายการกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ บริษัทฯ จะคำนึงถึงความเหมาะสมกับภาระหน้าที่ ความ รับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย และสามารถเทียบเคียงได้กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่ในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่มีขนาดใกล้เคียงกัน โดยค่าตอบแทนกรรมการเพียงพอที่จะจูงใจให้กรรมการ มีคุณภาพ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายตามทิศทางธุรกิจบริษัทฯ
-
6.2
กำหนดองค์ประกอบของค่าตอบแทนเป็น 2 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1 ค่าตอบแทนรายปี (Annual Fee) ประกอบด้วย
ค่าตอบแทนประจำ (Retainer fee)เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายให้กรรมการเป็นรายเดือน ไม่ว่าจะมีการประชุมหรือไม่ก็ตาม โดยพิจารณาจากผลประกอบการ และความสามารถในการดำเนินงานตามเป้าหมาย
ค่าเบี้ยประชุม (Attendance Fee)เป็นค่าตอบแทนที่จ่ายให้กรรมการที่เข้าร่วมประชุมในแต่ละครั้ง โดยจ่ายให้เฉพาะกรรมการที่เข้าร่วมประชุมเท่านั้น
ส่วนที่ 2 ค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงาน (Incentive Fee / Bonus)เป็นค่าตอบแทนพิเศษที่จ่ายให้กรรมการปีละครั้ง โดยเชื่อมโยงกับมูลค่าที่สร้างให้กับผู้ถือหุ้น เช่น ผลกำไรของบริษัทฯ หรือเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้น
7. การประเมินผลงาน
-
7.1
กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติในการประเมินผลงานคณะกรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการ โดยเปรียบเทียบเป้าหมาย และแผนการดำเนินธุรกิจประจำปี
-
7.2
ประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนประจำทุกปี
8. การประชุม และการรายงาน
จัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยในการประชุมแต่ละครั้งต้องมีกรรมการอย่างน้อยกึ่งหนึ่งจึงจะครบเป็นองค์ประชุม และให้รายงานผลการดำเนินงานในการประชุมคณะกรรมการบริษัททุกครั้ง
9. ที่ปรึกษา
คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนสามารถขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระตามความเหมาะสมด้วยค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ
กฎบัตรคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน
1. บทนำ
สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2020 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ได้มีมติให้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการชุดย่อยของบริษัททีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) โดยมีการรวมคณะกรรมการชุดย่อยที่มีอยู่เดิมของบริษัทฯ 2 คณะได้แก่ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการบรรษัทภิบาล เป็น คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน เพื่อให้เกิดความกระชับและครอบคลุมการทำงานที่เกี่ยวข้องกัน โดยตระหนักถึงความสำคัญของระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และการควบคุมภายในและภายนอก โดยกำหนดให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืนทำหน้าที่ทบทวนและติดตามปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบด้านต่างๆ ของบริษัท พร้อมให้ข้อเสนอแนะ ทั้งด้านการเงิน ด้านการปฏิบัติการ ด้านสภาพแวดล้อมและการตลาด ด้านกฎหมาย ตลอดจนเสนอแนวทางปฏิบัติด้านการกำกับดูแลที่ดี ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทบทวนระบบการจัดการต่อคณะกรรมการบริษัท ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่บริษัทกำหนดไว้
2. องค์ประกอบและคุณสมบัติ
-
2.1
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน แต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัทประกอบด้วยกรรมการบริษัทอย่างน้อยจำนวน 3 คนและอย่างน้อย 1 คน ต้องเป็นกรรมการอิสระ โดยมีกรรมการที่มีความรู้ความชำนาญด้านการบริหารความเสี่ยง และ/หรือ มีความรู้ความเข้าใจในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่พึงปฏิบัติกันตามมาตรฐานสากล
-
2.2
กรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน คัดเลือกสมาชิกจากกรรมการ 1 คน ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน และสมาชิกอีก 1 คน ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน
-
2.3
ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทฯ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
-
2.4
สามารถปฏิบัติหน้าที่แสดงความเห็น หรือรายงานผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องหรือญาติสนิทของบุคคลดังกล่าว
3. วาระการดำรงตำแหน่ง
-
3.1
กรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัท โดยมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี เมื่อพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้ แต่ไม่ใช่การต่อวาระโดยอัตโนมัติ
-
3.2
การลาออกจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน ต้องแจ้งต่อประธานคณะกรรมการบริษัทล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน
4. ขอบเขตและอำนาจหน้าที่
-
4.1
กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยง และการวางกรอบการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของบริษัท ซึ่งครอบคลุมถึงความเสี่ยงประเภทต่างๆ ที่สำคัญ คือ ความเสี่ยงด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมและตลาด ความเสี่ยงด้านการผลิตและจ่ายน้ำประปา ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงด้านตลาดแรงงาน ความเสี่ยงด้านสัญญา และความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของกิจการ เป็นต้น
-
4.2
วางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายบริหารความเสี่ยงโดยสามารถประเมิน ตรวจติดตามและควบคุมความเสี่ยงของบริษัทฯ โดยรวมให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
-
4.3
สนับสนุนผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของบริษัทฯ และทบทวนความเพียงพอของนโยบายและระบบการบริหารความเสี่ยง โดยรวมถึงความมีประสิทธิผลของระบบและการปฏิบัติตามนโยบาย
-
4.4
เสนอแนวทางปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีต่อคณะกรรมการบริษัท
-
4.5
กำกับดูแลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการบริหาร และคณะอนุกรรมการต่างๆ ตลอดจนฝ่ายบริหาร เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณและจริยธรรมทางธุรกิจ
-
4.6
ทบทวนแนวปฏิบัติ ด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทโดยเทียบกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามมาตรฐานสากลและของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเสมอ
-
4.7
กำกับดูแลการปฏิบัติงาน รวมถึงให้คำปรึกษาและข้อแนะนำในการดำเนินงานในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการ เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
-
4.8
ติดตามผลการดำเนินงานเทียบกับตัวชี้วัดต่างๆ และให้คำปรึกษาด้านการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
-
4.9
รายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอในสิ่งที่ต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ที่กำหนด
-
4.10
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน สามารถจัดจ้างที่ปรึกษาจากภายนอกเพื่อขอคำแนะนำได้ด้วยค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท
-
4.11
ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท
5. การประชุม
-
5.1
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน จัดให้มีการประชุมทุกไตรมาส
-
5.2
องค์ประชุมของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน ประกอบด้วยกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืนอย่างน้อย 3 คน ในกรณีประธานไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้ ให้กรรมการในที่ประชุมเลือกกรรมการ 1 คนเป็นประธานแทน
-
5.3
กรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน ผู้ใดมีส่วนได้ส่วนเสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใดหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องที่ต้องพิจารณา ห้ามมิให้แสดงความเห็นและออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้นๆ
-
5.4
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน สามารถเชิญผู้บริหาร ที่เกี่ยวข้องให้เข้าร่วมประชุมได้ตามสมควร
-
5.5
ในกรณีที่ต้องลงมติ กรรมการแต่ละคนมีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง ในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานใช้วิธีที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อยุติ
6. การรายงาน
-
6.1
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน รายงานผลการดำเนินการต่อคณะกรรมการบริษัท ในการประชุมคณะกรรมการบริษัททุกไตรมาส
-
6.2
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บรรษัทภิบาล และความยั่งยืน ควรจัดเตรียมรายงานการประชุมและข้อเสนอแนะอื่นๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท